PamPamRambling

MemOiRs~*

posted on 29 Dec 2006 15:53 by sci79  in PamPamRambling

ไหนๆก็จะปีใหม่ทั้งที...

เอาล่ะ...มาพักเรื่องไร้สาระไว้ก่อน (แต่อยู่กะแพมแพมมันก็ไม่เคยจะมีสาระอะไรอยู่แล้วอ่ะนะ)
มองซ้ายมองขวาก็เห็นแต่คนพุ่งออกต่างจังหวัด ไม่ก็จมกองหนังสือกันเป็นที่น่าสงสาร
คนที่ยังปิดเทอมอยู่อย่างอิฉัน...ก็ได้แต่ภาวนาให้พวกเธอรอดปลอดภัย
มีสวัสดิภาพโชคชัยจนถึงมีตติ้งครั้งหน้า (เฮ้ย~)

อ่ะ เปลืองเนื้อที่มาก็หลายบรรทัด แพมจะเข้าเรื่องแล้วนะ
ก็คือว่า ไม่เจอกันก็ครึ่งปีกว่าๆได้แล้ว
(บางคนก็ได้ maximum degree เฉียด 3 ปีเลยเชียว)
ก็แค่อยากรู้ว่าอยู่ดีมีสุขกันมั่งรึเปล่าน่ะ
ไอ่จะมีตติ้งรึ พวกเอ็งก็คงกรีดร้องว่า
"ไม่เอาตอนเน้~ กรูกะลังขึ้นเขียงมิดเทอมว้อยยยย~"
.........ก็เดาเอาว่าเป็นอะไรทำนองนั้น.......

ไอ่สิ่งที่จะนำเสนอวันนี้ ก็ไม่ใช่ว่าจะได้อารมณ์เม้าท์เมามัน
เยี่ยงการคุยโทรศัพท์รวดสามชั่วโมง (อย่างที่พวกเราพึงกระทำเพื่อขุดคุ้ยข้อมูล)
แต่แพมเห็นแล้วก็คิดว่าดีอ่ะ ทำๆแล้วก็ได้ทบทวนเรื่องราวตลอดปีที่ผ่านมา

การบ้าน(เฮ้ย~ไม่ใช่!!)คราวนี้ก็คือ...

How is your 2006?

ไปได้มาเมื่อปี 2004 (ตอนกำลังจะจบม.หกพอดี)
จากหน้าสำหรับเด็กใน Outlook - BKK post
นั่งจัดไดอารี่อยู่แล้วเจอเสียบไว้
เห็นอีกทีก็คิดถึง เลยเอามาทำใหม่เป็นปี 2006
ใครว่างก็ทำของตัวเองแล้วโพสต์ต่อให้แพมอ่านที
รู้สึกเหมือนตัวเองว่างจัดอยู่คนเดียวเลยอ้ะ ฮ่ะฮ่ะฮ่ะ

*โพสต์ต่อ/โพสต์ในช่องคอมเม้นท์ก็ได้นะ*

1. A Very Happy Memory
อืม~* ฮ่ะฮ่ะฮ่ะ (หัวเราะเลิ่กลั่ก) ก็มีตอนที่ได้ไปมีตติ้งกะพวกเอ็ง
ตอนเดือนพ.ค.อ่ะนะ ไม่ได้หัวเราะแบบนั้นมานานนน~นมาก
เฮ้ย อย่าว่าเค้าตอแหลนนะ เค้าว่าอันนั้นเป็นโคตร happy จริงๆนะเว่ย
แล้วก็มีบางช่วงเวลาที่ดีอีก พอคิดถึงก็อมยิ้มฟันผุไปเลยชั้น
แต่ว่านะ*เฮ่อ*ปล่อยๆไปเห๊อะไอ้เรื่องแบบนั้น~เรื่องง่อยมันเยอะกว่า


2. My Daily Routine
เอาจริงๆเลยนะ -_- กิจวัตรวันจันทร์ถึงศุกร์ตอนเปิดเทอมเป็นอะไรที่เหมือนกัน
คือตื่นประมาณ8-9โมง - อาบน้ำแต่งตัว - ไปเรียน
- กินข้าวมื้อแรก - เรียนอีกจนเย็นย่ำ(บางทีก็อยู่ทำงานคณะ)
- กลับบ้าน - กินข้าวมื้อที่สอง - เขียนessay/อ่านหนังสือ
- อาบน้ำ - นอนราวๆตีสาม
พอเสาร์อาทิตย์ก็หมดแรงจนต้องตื่นเที่ยงตลอด
ตื่นมาแล้วก็ไปไหนไม่ได้ ต้องทำ essay*อ่านหนังสือสอบ*เตรียมpresent
ก็ว่ากันไป
..........ชีวิตรันทดโฉดชั่วจนไม่ได้ไปเหยียบย่างสยามกว่าสี่เดือน.............
- - - ไม่คิดว่าปีหน้าจะดีกว่านี้ซักเท่าไหร่ *เฮ่อ*

3. My Favourite Things
โหย... ปีนี้เป็นปีที่ได้ซื้อของน้อยมาก ส่วนใหญ่คงเป็นหนังสือล่ะมั้ง
ที่กรี๊ดกร๊าดที่สุดเห็นจะเป็นการที่แพมได้ the Chance of Sunshine
<< จุ๊บ~
ผู้หญิงเลี้ยวซ้าย ผู้ชายเลี้ยวขวา มาในครอบครองซักกะที
ส่วนหนังสือที่ชอบสุดๆรองลงมาก็คงเป็นกุ้ยช่ายผจญภัยที่เคยเล่าให้ฟังไป
ถ้าจะมีอะไรที่ชอบอีกก็คงเป็นไอ่ Jeero ตุ๊กตา PrettyUgly Plush
ที่เฮียบอลเอามาฝาก (ไม่ได้ถ่ายรูป - เอารูปใน net ไปละกันนะ)
<< เนี่ย Jeero คุง ของแพมตัวเท่าฝ่ามือ
เสิร์ชดูมีไซส์แบบ huggable ด้วยอ้า >w<


ส่วนสิ่งสุดท้าย...... ไปได้มาจากสำเพ็ง ถูกใจที่สุดในสามโลก อ๊างงงงงงง~

*น้องอึน~* ของแพมมมมมมมมม
(ใครยังไม่รู้ น้องอึนเป็นหัวไชเท้า หน้าตาอึ่นอึ๊นใส่เสื้อเกษตรกร)
เทอมหน้าใครไปหาแพมที่คณะ....ถามหาคนที่พกหัวไชเท้ามาเรียนนะเคอะ กร๊า~ก


4. A Sad Memory
หืมมมมมมมมมมมม.........
มีนะมี... แต่มันเป็นเรื่องที่.....พอตอนนี้มองกลับไปดูแล้ว...
รู้สึกว่าตัวเองง่อยๆกล้วยๆยังไงพิกล -_-''
คือแพมคิดว่าเราเศร้าได้ แต่ไม่ควรให้ใครบางคนแค่คนเดียว
มาทำให้อารมณ์เราแกว่งได้อย่างน่ากลัวอย่างนั้น
เศร้าแบบว่า ฟังเพลง Portrait อัลบั้มลวงตา
แล้วอยากจะไปเชือดข้อมือให้รูแล้วรู้รอด
ถ้าจะเศร้าเพราะอะไร... ก็เพราะเราทำใจไม่ได้เองอ่ะน้า~

*เปลี่ยนเรื่องฉับพลัน* เรื่องที่แพมว่าเศร้าก็คือ
คนกินหมาที่เวียดนามกับอีสาน T-T คือจริงๆเค้าก็ไม่ผิดหรอกที่จะกิน
แต่ดูรูปตอนหมาๆมันถูกยัดลงไปในตะกร้าชะลอมแล้วจะร้องไห้อ่ะ
(ใครอยากไปทำบุญเลี้ยงหมากับฉันบ้าง?)

5. A Funny Memory
(ถ้าไม่เข้าใจอะไรในนี้เลยก็ดีแล้วล่ะจ้ะที่รัก)
Can I just type this in English? -_-''
[*mumbles*] Don't wanna mention their names here~
I have 2 memories for this.
I'm gonna tell the first one like a metaphor,
*I witnessed a slut rejectedby a guy~ XD*
- the slut happens to bes/n I hate - the guy happens to be s/n I both like and hate -
Seriously, when I saw that I went like 'Awww~ the guy is cool~'
Becausethat gave me a senselikewhen a seme choo-es chicks around him, waiting for his uke XD

The second one - - - ruins my reputation as
an innocent sophomore from all-girl school.
A guyjust talkedduring studying class,
about the 1st rape scene in British literature.
He said something like guys can't be raped.
I refused softly, yet fiercely that, guys CAN be raped.
Everybody there were confused,
and that same guy asked me how can a guy be raped?
I cleared my throat, and announced,

"Oh, not by girls, by the way."

- - - - - - - -D e a d l y S i l e n c e - - - - - - - - - - - -

And everyone went back reading~
TAT Do I stick to my Y instinct too much??? Damnit - -
I don't even read a single yaoi comic!!!
(Ok, just a few, BUT!!!!!)

6. A Story I Remember
หืมมม... มันก็หลายเรื่องอยู่นะ... แต่ถ้าจะเอาเรื่องที่จู่ๆก็จำได้ในปีนี้
ก็คงเป็นเรื่องที่แพมประทับใจคนๆนึงมั้ง
ตอนนั้นเป็นตอนที่จะถ่ายรูปหมู่(คนเยอะมาก เป็นร้อยๆ)
แล้วกล้องที่ฝากถ่ายก็มีเกือบยี่สิบ
กล้องแพมง่อย... คือพอแบตจะหมดแล้วมันจะวึ่บไปตอนกดชัตเตอร์
แต่พอรีบูทแล้วจะถ่ายได้
ตอนที่คนถ่ายเค้ากดชัตเตอร์ครั้งแรก กล้องมันวึ่บ
ทุกคนโห่ใส่กล้อง
(ตอนนั้นฉันคิดว่าถ้ามีใครรู้ว่าเป็นกล้องตรูนะเฮ้ออออ =_='')
คนถ่ายเค้าก็นิ่งๆ วางกล้องลง
ตอนนั้นแพมคิดว่า~ กรูจะชวดรูปรวมเพราะความง่อยของกล้องกรู TAT
แต่ท้ายที่สุด เหมือนเค้าจะรู้ว่ากล้องรุ่นนี้ต้องรีบูท แล้วเค้าก็ถ่ายรูปได้สำเร็จ
.....ผ่านมาหลายปีแล้ว.... แต่จู่ๆก็จำได้ขึ้นมา.... ยังประทับใจคนถ่ายมากๆเลย....


7. What's Cool in 2006
อากาศ!!! ฤดูหนาวปีนี้นี่แหละ >w< cooooooooool สุดยอดดดดดดด
กรี๊ดดดด ว่าแล้วก็มีความสุข (ถ้าไม่ฟังเพลงของพี่ๆ Friday ไปด้วยอ่ะนะ)
อีกเรื่องที่ว่าคูวววว~
ก็คือการได้กลับมาบ้าหนุ่ม angst 2D หลังจากห่างหายไปเกือบ 5ปี
แต่คราวนี้มาเป็นคู่นะกร๊า~ กร๊า~กXD
ถึงขั้นโหลดแสกนโหดมาอ่านมาอ่านจนรกเครื่องไปหมด ห้าห้า
สกิลอ่านฟิคอังกริ๊ดก็เพิ่มขึ้นท่วมหัว แต่เรื่องเรียนดูจะง่อยลงทันตา ห่ะห่ะ
(นี่เกรดก็ออกแล้ว แต่ไม่กล้าไสหัวไปดูที่มหาลัย)

พอและ พิมพ์เมื่อย~
คนอื่นๆล่ะ? ปี 2006 เป็นไงกันมั่งจ๊ะ??
เลขที่ 19

สำรวจตัวเองกันหน่อยดิ้~!!!

*หมายเหตุ - อ่านเอาขำ อย่าคิดมากนะทุกคน
ฉัน(เลขที่19)แค่ประมวลผลข้อมูลที่มีเท่านั้นเอง
ถ้าโดนแทงใจดำดังฉึกเปรี้ยงก็ขอโทษด้วย
ส่วนอิพวกลูกค้าฉันทั้งหลาย~
ถ้าจะรู้สึกว่าเรื่องมันคุ้นๆอยู่ก็อย่าประหลาดใจไป
ก็เรื่องของพวกเอ็งนั่นแหละ ห่ะห่ะ*

หลังจากที่ฉันได้ศึกษาเล่าเรียนจนจบปีสองเทอมหนึ่งมาหมาดๆ
ฉันก็ได้ประมวลผลจากอาชีพแม่ค้าขายข่าวและศิราณีทั่วไป
(ไอ่สองอาชีพนี่ถ้าฉันเก็บตังค์ต้องร่ำรวยมหาศาลแน่ๆเลยอ่ะ)
ซึ่งฉันขอลงความเห็นส่วนตัวว่า อันชีวิตมหาลัยของฉันนั้น
เห็นจะต้องข้องเกี่ยวกับเรื่องรักใคร่ของชาวบ้านอยู่เรื่อยไป -___-
ที่จริงก็ขำดี ที่ฉันก็ไม่เคยจะมีประสบการณ์ขายตรงกะเค้า
แต่ดั๊นนนนมีคนมายกหน้าที่ศิราณีให้ฉันทำกว่าแปดพัน(อิเว่อ!!!) กร๊า~กกก

ประเด็นที่น่าสนใจประเด็นหนึ่งคือ
ไม่ว่าช่วงแรกๆทุกคนจะหลงใหลได้ปลื้มรุ่นพี่กันซักขนาดไหน
สุดท้ายคนที่ต้องทำให้ฉันต้องงัดวิชาศิราณีมาใช้กะพวกเอ็ง
ก็มักจะเป็น*เพื่อนสนิท*นั่นเองงงง
แม้ยามขึ้นปีสองจะมีรุ่นน้องหนุ่มๆอิ๊อ๊ะให้เหล่ให้ชม
ไปๆมาๆกลับกลายเป็นว่าชีวิตก็ยังหนีไม่พ้นไอ้*เพื่อนสนิท*อยู่นี่เอง
สรุปแล้วมันคงมีเรื่องเวรเรื่องกรรมเข้ามาเกี่ยวข้องสินะอืมมมมม

.........ดังนั้น หัวข้อในวันนี้ของดากานดา(ไม่ใช่แล้ววววว)ก็คือ ......

กรูจะเอาเรื่องพวกเมิงไปเขียนนิยายขาย!!!

ตรึงงงงงงงงงง!!!!!!!

*กรูพูดเล่น*

ด้วยจรรยาบรรณคนค้าขายอย่างฉัน
ฉันจึงไม่อาจนำ[ความลับลูกค้า]ออกมาเผยแพร่ได้
....แม้จะคันปากสักแค่ไหน
เอาจริงๆละ หัวข้อในวันนี้คือ
ฉันจะมาแบ่งประเภทเรื่องของลูกค้าให้ฟังอย่างคร่าวๆ
ทั้งหมดนี้หาสาระได้ไม่ แต่ฉันจะเล่า จะทำไม หา?
ประการหลักๆนั้นก็มีอยู่ว่า

- เพื่อนฉันตกหลุมไอ่หนุ่มคาบเดียวกัน :
นี่ย่อมหมายถึงเปอร์เซนเทจที่สูงที่สุดของเพื่อนสนิททั้งหมด
(แหงอ่ะดิ เอ็งจะไปรู้จักกันก่อนที่ไหนถ้าไม่ใช่ในห้องเรียน)
แม้จะโดนกล่าวหาว่าทำตัวเป็นนกน้อยทำรังแต่พอตัว
หากินกะอิใกล้ๆ
แต่ก็นะ....
ลูกค้าฉันก็มักจะตกม้าตายอยู่ในกรณีนี้ทุกทีไป

มักออกแนวเพื่อนร่วมวิชา ร่วมสาขา ร่วมกลุ่มทำงาน
และกระทั่งเพื่อนติวเพื่อนตก (กร๊าก~)
ในลักษณะที่ว่าได้ใช้เวลาร่วมกัน เรียนตามกันมันทุกวิชา
เจอหน้ากันทั้งวัน แล้วมันก็เลยกลายเป็นลงเรียนตามกันไปในที่สุด

วันไหนไม่ได้เรียนด้วยกันแล้วจะเซ็ง - -
ถือเป็นวัน
โสดประจำสัปดาห์(ที่ลูกค้าฉันจะตั้งให้แก่ตัวเองคนเดียว
อีกฝ่ายมันโสดอยู่แล้วตลอดเวลา)

วันไหนเจอหน้าแต่ไม่ได้คุย~ยิ่งเซ็งหนักกว่า
ความกึ่มเทียบเท่าวันมามากทีเดียว
แต่ถ้าวันไหนได้เจอ ได้คุย แต่ไอ่หนุ่มดั๊นนนนสนใจคนอื่นนอกจากกรู
ก็จะกึ่มเช่นวันมามากมาก~(อินี่เล่นง่าย)

บางคนก็ก้าวหน้า ถึงแก่ชักชวนไปเที่ยวกันในวันหยุด
ถ้ามีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพื่อนฉันก็จะกรีดร้องเป็นสุข
เนื่องจากได้ใกล้ชิดมากกว่าเดิม เจอหยอดนิดๆหน่อยๆ
เป็นต้องโทรมาสครีมให้ศิราณีฟัง -__-
บางครั้งเป็นแนวออกค่าย-ทำกิจกรรมคณะด้วยกันก็มี
วันมีเรียนก็ไม่ค่อยน่าเบื่อแล้วสิใช่มั้ย ห๊า--? (ถามแทนป๊าม๊า)

บางคนได้ดิบได้ดี พัฒนาจากเพื่อนสนิทไปเป็นแฟนก็มี
อันนี้ก็รู้ๆกันอยู่ว่าขึ้นอยู่กะเวลาและฟ้าลิขิตด้วยนะจ๊ะ

- เพื่อนฉันตกหลุมไอ่หนุ่มปากหมาน :
แซวได้เช้าเย็นทุกวี่วัน
จนลูกค้าฉันเเปลี่ยนจากรำคาญเป็นเคลิบเคลิ้มแทน
พอวันไหนไม่มีใครแซวละชักจะหงุดหงิด
ต้องโทรมาหาฉันพลางกรีดร้องว่า
"มันเติมเงินกรู~~~~~~**" (คำถามเชิญหลังไมค์ค่ะ)

จากการวิจัยของลิงส์' คอลเลจ
ฉันว่าการแซวนั้นมันต้องมีพิษเช่นยาเสพติดแน่ๆ
- - - อันนี้ฉันมั่นใจ
ถึงจะผันตัวเองไปเป็นเด็กภาษาแล้วก็ตาม
พอมันแซวก็ทำเป็นโกรธไป
แต่พอมันไปแซวคนอื่นบ้างทีนี้ล่ะโกรธกว่า
กร๊าก~ นี่เรื่องจริง ห้ามเถียงเว่ย

จากประสบการณ์ศิราณี
ขอลงความเห็นว่าอิหนุ่มมักชอบใจ
ยามลูกค้าฉันยอกย้อนกลับอย่างชาญฉลาด
ย้ำ**อย่างชาญฉลาดและไม่ก้าวร้าว
ใครปล่อยให้มันโจมตีแต่โดยดี
ดูจะเป็นเป้านิ่งไปซักหน่อย แต่ก็ยังโอเค
แต่อย่าได้งี่เง่าใส่ไอ่หนุ่มเด็ดขาด
ไม่ใช่ว่าเล่นๆอยู่ก็ตัดอารมณ์ซะงั้น
หรือไม่ก็ด่าพ่อล่อแม่เค้าไปแล้ว
สุดท้ายกลัวโกรธแล้วไปพูดเพราะๆด้วย
อันนี้ฉันมองว่าโคตรปัญญาอ่อน -_-
หนุ่มมันจะคิดไงไม่รู้หรอกนะ
แต่ถ้าเป็นเพื่อนฉันทำจะจับมาตีดังป้าบๆ

ขอแถมท้าย~ ไอ่พวกชอบเห็นพวกเอ็งเป็นไก่ให้หยอกน่ะ
ปลงๆมันซะเถอะ พวกนี้ร้อยละเก้าสิบเก้าแซวเผื่อฟลุค
สุดท้ายมีคนมาชอบเยอะแล้วมันก็จะเลือกที่หน้าตาอยู่ดี -_-
แต่ก็จะมาออดอ้อนขอเลคเชอร์ให้ช่วยติวสอบปาจิงโกะว่ากันไป
**เลวววว**
ที่พูดมาจริงจังนะเนี่ย


- เพื่อนฉันตกหลุมไอ่หนุ่มรถตู้ :
ตอนแรกล่ะบ่นกันเป็นหมีกินผึ้ง
ว่าที่เรียนมันช่างห่างไกลจากนิวาสถาน
พอผ่านไปซักพักล่ะก็เงียบไปเลยทีเดียวเชียว
เป็นเพราะไอ่หนุ่มรถตู้นี่เอง
ลูกค้าฉันที่เจอแบบนี้ วันไหนรถติดล่ะดีใจฮาเฮ
วันไหนรถไม่ติด(อันเป็นความโล่งใจของคนทั้งชาติ)ล่ะมักจะบ่นเสียดาย
อ๊ะอ๊ะ สำหรับพวกเอ็งที่ไม่เข้าใจ อย่าได้ประมาทเวลาในรถตู้ไปเชียว
เหมือนจะเป็นช่วงเวลาน่าเหนื่อยหน่ายหลังจากเรียนหนักมาทั้งวัน
แต่เอาเข้าจริง เพราะว่ามีไอ่หนุ่มรถตู้นี่เอง
ที่ทำให้ช่วงเวลาเหล่านั้นเพลิดเพลินเจริญใจยิ่ง
วันไหนรถตู้เสียแทบจะยกไปซ่อมแทนอู่แถวหัวหมาก
...เอ๊ะ...นี่ฉันเผลอบอกอะไรไปรึเปล่าเนี่ย?

- เพื่อนฉันตกหลุมไอ่หนุ่มหล่อร้าย :
หมายเหตุอีกที--นี่ไม่ใช่ชื่อนิยายเกาหลีนะเฟ้ย
อันว่าสัจธรรมข้อหนึ่งที่พึงรู้ไว้นั้นก็คือ
*ผู้ชายหล่อตามท้องตลาดมักเฮงซวย*
(และถึงไม่หล่อมันก็เฮงซวยได้)

ลูกค้าฉันก็ไม่รู้ไปทำกรรมอะไรกะมันไว้
อิกรณีนี้เพื่อนรึก็ไม่ใช่
เดินผ่านกันแวบๆ แต่ดันกลายเป็นรักปักจิตสะงั้น
รู้ก็รู้อ่ะน้า ว่ามันเลวแต่ก็ยังแอบเคลิ้ม~
....ไม่รู้จะพูดไงดี รู้แต่ว่าโดนเจ้าของเรื่องตีแน่ๆเงย

ก็มาเล่าให้ฟังเฉยๆ
ใครไม่อยากให้ชาวบ้านรู้ว่าเป็นเรื่องของตัวก็อย่ากระโตกกระตากไป
เอ๊า------ อย่าหาว่าไม่เตือน
ดูสิ นี่ฉันไม่เคยมีประสบการณ์ขายตรง
แต่จะเขียนนิยายขายได้ก็เพราะพวกเอ็งนี่ล่ะน้า~
เอาเป็นว่าขอแถมท้ายด้วยคำถาม
(เอามาจากการ์ตูน Ghibli เรื่อง Only Yesterday)
เอาไว้ไปถามเค้านะ จะได้รู้ว่าชอบเหมือนกันรึเปล่า

"วันฝนตก วันฟ้าครึ้ม วันแดดออก ...เธอชอบวันไหน?"

**คิดถึงพวกเธออออออออออออออออออออออออออออออ**

{ปล. เค้ามาอีดิทคำผิด~*}


edit @ 2006/12/19 17:09:24


*ภาพแรกแห่งความประทับใจ
ที่ฉันกะซิ่วไปพบที่โรงเรียน ในวันที่ไปร่วมงานสวดคุณครูประทับ
ทำไมอิเด็กมอปลายnecktieมันถึงได้สั้นนักวะ-ไม่ใส่เข็มขัดอีก!!*

(คำเตือน - เอนทรี่ยาวเว่อ!!)
ก็เข้าใจอ่ะ~* ว่าลืม password ที่นี่กันไปหมดแล้วสินะ
ถึงได้ไม่มีใครเม้นท์หรืออัพเลย ทั้งที่พวกเอ็งปิดจนจะเปิดเทอมแล้วนะเฟร้ยคะ
บู่ๆ แพมงอน

อ่ะ แต่วันนี้ฉันหนีความจริงมา
[*ความจริงที่ว่านี้คือการที่มีพรีเซ้นท์ 1 ตัวและสอบอีกหนึ่งตัวอาทิตย์หน้า*]
แถมยังการบ้านอีกพะเนินเทิน*ถึก(ไม่ได้พิมพ์ผิดนะเออ) TwT ฮือ
เอาเป็นว่า จะมารีวิว*กอง*หนังสือซึ่งฉันไปขนมาอย่างบ้าคลั่งถึงสองรอบจากงานหนังสือรอบเดือนตุลาที่ผ่านมานี่ก็ละกันนะ ห่ะห่ะห่ะ ถึงแม้ว่ามันจะช้าเกินไปแล้วสำหรับเอ็งเอ็งเอ็งและเอ็งที่ต้องการจะไป เพราะงานมันจะหมดอยู่วันพรุ่งนี้-29.10.06-แล้ว ยังไงก็ตามแต่ ฉันก็แค่อยากจะบ่นให้พวกเอ็งรู้เฉยๆอ้ะ

ขอบ่นก่อนรีวิ๊ว : หนังสือเดี๋ยวนี้แพงชิบฉาย~ (ถึงจะเทียบออกมาแล้วหนังสือแปลจะถูกกว่าเล่มจริงมากก็เถอะ) แต่เดี๋ยวนี้หนังสือตกเล่มละ 200 บาททั้งนั้นเลย จะควักตังค์ทีฉันคิดหนักมากขึ้นโขทีเดียว ยังไม่พอ บางเล่มที่เป็นหนังสือภาพที่ฉันชอบนักหนาก็ดั๊นนนราคาถีบตัวขึ้นประหนึ่งว่ามันหุ้มปกด้วยทองคำฝังเพชรก็ไม่ปาน ...แถมเดี๋ยวนี้ตั้งกะมีรถไฟใต้ดินไปถึงที่ คนกรุงเทพฯก็แห่แหนกันมางานมหกรรมหนังสือมากขึ้น อันนี้ฉันกึ่งๆดีใจ กึ่งๆปวดเมื่อย ดีใจที่คนไทยอ่านหนังสือเยอะขึ้น (แต่เอาเถอะ ที่อ่านกันมากขึ้นก็คงหนีไม่พ้นหนังสือประเภทที่ฉันไม่คิดจะอ่านนั่นเองแหละ) ทว่ามันปวดเมื่อยเพราะคนมันเบียดเสียดยัดเยียดกันราวงานบุญเทกระจาด ต้องมีการวางแผนก่อนไปยังกะออกรบ ไม่งั้นเอ็งจะได้*ไหล*ไปตามทางแทนที่จะเดินเอานะจ๊ะ ขอแนะนำคนที่ป๊าม๊าอนุญาตให้กลับดึกหน่อยได้ งานครั้งหน้าๆสูเจ้าควรไปซัก 5-6 โมงเย็น เวลานั้นพวกเด็กสเปรซจะต้องหายหัวกลับบ้านกันไปส่วนหนึ่งแล้ว คนที่ยังเหลือเดินกันอยู่ก็จะเป็นนักศึกษานิสิต วัยทำงาน เดินสบายขึ้นเยอะ แถมต่อง่ายขึ้นอีกตะหาก (คนขายเริ่มเพลีย) กลับบ้านซักสองทุ่มครึ่งกะลังดีเลย แหะแหะ

ขอเอาเล่มที่เป็นไฮไลท์ของฉันก่อนละกันนะ เล่มพวกนี้คือเล่มที่ทำให้ฉันต้องดิ้นรนกระเสือกกระสนไปถึงงานทั้งที่ตัวก็กินแกลบอยู่ ฮือ~

*หมายเหตุ - รูปห่วยเพราะกล้องโง่ ใช้มือถือถ่ายอ่ะ ฮือ~
- ไม่ได้เช็คข้อมูล ถ้ามีอะไรพลาดไปก็ขอโทษนะก๊า~
- คิดว่าไม่ได้สปอยล์เรื่องอะไรมากนะ ไม่น่าจะเสียอรรถรสแต่อย่างใด ถ้าเสียก็ขอโทษอ้ะ TvT
-มันอาจจะเรียกว่ารีวิวไม่ได้ก็ได้นะ ไอ้งานบ่นสั่วๆชิ้นนี้น่ะ ห้าห้า

1. ABARAT เล่ม 2 : วันแห่งเวทมนตร์ คืนแห่งสงคราม
(อมรินทร์*ปกแข็งเฉียด 600 แอบมีที่คั่นเป็นแคนดี้กะมาลิงโก)



ก็~ ใครบ้าจี้ซื้อเล่มแรกไปเมื่อสี่ปีก่อน คราวนี้ก็ต้องมาใช้กรรมกันละล่ะ ห้าห้า ตัวเนื้อเรื่องเข้มข้นทีเดียว เหมือนดูหนังแอ็คชั่นติดต่อกันไม่ได้หยุด เพราะคนเขียนแกไม่พูดพล่ามพรรณนาเกี่ยวกับอบารัตแล้ว ใครไม่มีพื้นฐานจากเล่มหนึ่งอาจถึงกับเอ๋อกินได้ ขอประท้วงนิดนึงว่าใช้ตัวละครเปลืองชิบเป๋ง คนตายเยอะทีเดียวในเล่มนี้ ประกอบกับรูปน่าสะพรึงกลัวมากมาย ทำเอาอิแผ่มแพ๊มประสาทกินไปเลยทีเดียว แต่ก็นะ ปมยังไม่หมดไป ชะรอยจะได้อ่านเล่มสามเล่มสี่ในอนาคตแน่ๆจ้ะ

2. Paradise Lost : ดอกไม้แห่งความลับผลิบานแล้ว
(นานมี * 345บาท)



หนังสือชุด Paradise Lost นี้(ของจิมมี่ เลี่ยว ไม่ใช่ของจอห์น มิลตัน)นี่เป็นความฝันอันสูงสุดของแพมในงานหนังสือคราวนี้เลยทีเดียว แพมชอบงานของคนนี้โคตร~ จิมมี เลี่ยวคือคนแต่งหนังสือเรื่อง เมื่อดวงตะวันส่องฉาย - ผู้หญิงเลี้ยวซ้าย ผู้ชายเลี้ยวขวา ที่ในฉบับภาพยนตร์ได้ทาเคชิ คาเนชิโร่ไปเล่นเป็นหนุ่มห้องหมายเลข 17 นั่นเอง ตอนแรกที่รู้ว่าหนังสือชุด 5 เล่มนี้จะออกก็กรีดร้องโวยวายดีใจ แต่เมื่อไปถึงงานครั้งแรกก็ได้ค้นพบว่าหนังสือยังไม่มา แพมเลยตัดใจมารอบสอง ได้คิดคำนวณมาอย่างดีว่า*คราวนี้กรูไม่พลาดแน่ อะอิอะอิ* แต่เมื่อถึงเวลาจริงที่แพมได้พลิกปกดูราคา.....และพบว่ามันเล่มละ 345 บาท แพมก็ถึงกับกระอักเลือดธาตุไฟแตกและลงไปนอนตายที่ซุ้มนานมีทันที (ราคาลดแล้ว 276*5 = 1380 คิดเลขสั่วๆประสาเด็กสินสาด ถ้าผิดก็ขอโทษน้าฮือ) สุดท้ายกระตุกมาแค่เล่มเดียวเพราะงบประมาณเรามีจำกัดตามหลักเศรษฐศาสตร์ ฮือ Paradise Lost ก็ตามชื่อนั่นแหละจ่ะ "สวนสวรรค์ที่สาบสูญ" เป็นเรื่องของ...อะไรดีล่ะ... ของเด็กที่กำลังจะกลายเป็นผู้ใหญ่ล่ะมั้ง เรื่องของเราทุกคนนั่นแหละ ตัวหนังสือน่ะดีเลิศเลอเพอร์เฟคท์แน่นอน เลี่ยวเซียนเซิงไม่เคยทำให้เราผิดหวังอยู่แล้น จะผิดหวังก็เพราะราคาพาล้มละลายนี่แหละ แง~ ไว้หนูจะเก็บตังค์ซื้อค่า~

3. กุ้ยช่ายผจญภัย 1-2
(เวิร์คพ้อยน์ท 245*2 = 290 บาท)



บางคนอาจเคยได้ฟอร์เวิร์ดเมล์ "10 วิธีรังแกหมา" กันมาแล้ว จะบอกว่าคนเขียน+วาดคนเดียวกันจ้ะ กุ้ยช่ายฯเป็นกึ่งๆการ์ตูนแฮะ เล่าเรื่องน้องหมาสองตัวของคุณพี่คนเขียน กุ้ยช่ายกะเฉาก๊วยได้น่ารักมากมาย โดยส่วนตัวชอบสองเล่มนี้โคตรๆๆ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเลี้ยงอิเฮงเฮง(หมาน้อยฉันเอง)แล้วเลยฮอร์โมนต่อมเอ็นดูสัตว์หน้าขนสูงขึ้น คนวาดวาดได้น่ารักมากมายอ้า >_< ชอบงานเค้ามาตั้งแต่ตอนที่พี่เค้าเขียนเรื่อง THREE ใน KATCH แล้วล่ะ แต่พอมาเห็นอีกทีดันจำไม่ได้แฮะ ห่ะห่ะ เอาเป็นว่าเป็นหนังสือที่คนรักหมาจะชอบมากมายดังที่แพมได้ประสบมากะตัว - - - ถึงขั้นไปหัดวาดเฮงเฮงเป็นหมาการ์ตูนมั่งเลยทีเดียว ห้าห้า

นี่ของแถมที่ได้มา เป็นสมุดโน้ตที่จะไม่ยอมใช้หรอกนะ!!!ห่ะห่ะ


ทั้งหมดที่ว่ามาเป็นเล่มไฮไลท์ของงานคราวนี้ แต่อีเล่มที่ไปเปะปะเก็บได้ตามทางนี่สิฮือ TvT


ผลิ(เวิร์คพ้อยน์ท*ประมาณ 200 น่ะแหละ)
แพมตามอ่านคนเขียน(พี่เจหวาน)ตั้งแต่เค้าอยู่ a day แล้วจนกระทั่งเค้าหายตัวไปอ่านแล้วนอยๆเรื่องช้อนส้อมนิดหน่อย ห้าห้า ชอบอ่ะชอบ เป็นหนังสือที่อ่านแล้วอารมณืดี จริงๆนะ คนอื่นจะว่าไงไม่รู้ล่ะ รู้แต่ว่ามีรูปสนามบอลธรรมศาสตร์ด้วย!!!


Princess Diary 7 + Lessons (อมรินทร์*รวมๆแล้ว 300)
ตามซื้อกันมา ก็ต้องตามซื้อกันต่อไป มันเป็นเวรเป็นกรรมกันชนิดหนึ่ง จะบอกว่าเล่มหลังๆเริ่มเซ็งมีอาขึ้นมาบ้างไม่เหมือนอีกเรื่องของเม็ก คาบอทthe Mediator ที่ชอบซูสยังไงก็หยั่งงั้นแหละ เท่เป็นบ้า ผู้หญิงอะไร~


Olive's Ocean : เราจะคิดถึงกันผ่านท้องฟ้าและทะเล (วงกลม*160)
เล่มนี้เล็งทิ้งไว้ล้านปี คราวนี้ไม่ซื้อคงตายตาไม่หลับ ห่ะห่ะ อ่านง่ายมากๆ แต่ไม่เหมือนนิวเบอรีเล่มอื่นๆที่แพมเคยอ่านมาแฮะ รวมๆแล้วอาจจะเสียดายตังค์นิดหน่อย(บางมาก!!) แต่อ่านแล้วคิดถึงตอนตัวเองอายุ 12-13 เหมือนกันแฮะ ตอนนี้เล่มนี้เป็น Recommendation of the month ของคิโนะพารากอนด้วยนะจ๊ะ ~แถมท้ายด้วยสัจธรรมสอนหญิงสากล...ไม่เว้นแม้แต่สาวน้อยพรีทีน...ผู้ชายดีมักไม่หล่อ~ผู้ชายหล่อมักเฮงซวย!!!

โมจิ โปจิ โฮ่ง โฮ่ง อย่างเธอ เหมียว เหมียว อย่างฉัน (วงกลม*185)
เค้าบอกว่า นี่คือ Men are from Mars, Women are from Venus ฉบับ(หมาแมว)ยุ่น!! เล่มนี้น่ารักดีจ้ะ คืออ่านแล้วก็คิดว่า เออเนอะ~ ทำไมคนสองคนที่ต่างกันมากๆ บางทีเค้าก็อยู่ด้วยกันได้ เล่มนี้เหมือนเป็นการบอกใบ้กลายๆว่าการใช้ชีวิตร่วมกับใครซักคนไม่ว่าจะเป็นครอบครัว พี่น้อง เพื่อน หรือคนรักน่ะ มันอาจต้องอาศัยอะไรบางอย่างแบบที่โมจิกับโปจิทำก็ได้นะ

เปลี่ยนตัวเองใหม่ใน 5 นาที (วงกลม*155)
หนังสือ How to ฉบับยุ่น จริงๆก็ไม่ค่อยมีอะไรมาก ที่ซื้อเนี่ยเพราะมันเป็นการ์ตูน!! แต่อ่านแล้วก็รู้สึกดีขึ้นมาหน่อยๆเหมือนกันนะ~ (จะว่าไงดี พออ่านเล่มนี้จบไม่กี่วันก็มีเรื่องดีเกิดขึ้นพอดีอ่ะ แหะแหะ)

ปวงเทพผู้นิราศ (นวนิตา-มั้ง แต่ซื้อที่บูธจิตจักรวาลอ่ะ*250ได้มั้ง)
โฮวววว TwTเล่มนี้เป็นหนังสือในตำนาน!!! แรร์ไอเทมประจำงานคราวนี้!!!แพมหาไม่เจอเลยให้ตายเหอะ เคยเจอที่คิโนะพารากอนครั้งนึงกลับไปอีกทีหายไปแล้ว แค้นโคตร เล่มนี้เป็นตำนานเทพเคลติก/นอร์สแมนที่ละเอียดกว่าทุกเล่มที่แพมมี เล่มอื่นเค้าจะเน้นเรื่องโอดิน โลคิ ธอร์ วัลคีรี แร็คนาร็อก มีธำมรงค์แห่งนิเบอลุงนู่นนี่นั่นบ้าง แต่เล่มนี้จะเน้นไปทางไอร์แลนด์ยังไงก็ไม่รู้แหะแหะ ที่สำคัญ!!! มีเบโอวูลฟ์!!! หลังจากหา EBook มาอ่านแล้วไม่ได้ไรเลย(เพราะมันอ่านยากมากและเราโง่เอง) คราวนี้แหละ ฮี่ฮี่ฮี่~ คนรวบรวมคือพี่พัณณิดา ภูมิวัฒน์ คนเขียนไมรอน อันเซลมา เซรีญา มาโอและอื่นๆอีกมากมายที่แพมชอบนักหนา จะติดตามงานต่อไปสุดหล้าฟ้าเขียวค่า

Dragon Delivery (สถาพรบุ๊คส์*140)
เล่มนี้คนเขียนคนเดียวกะเล่มตะกี๊ เป็นแฟนตาซีแนวถนัดของพี่เค้าแต่รู้สึกว่าภาษากระชับขึ้นเยอะเลย~ บางประโยคสั้นนิดเดียวแต่กวนมากๆ แอบแฝงความหมายล้ำลึก พระเอก-โซลโทแอบซื่อซะละเกิน~ โดยรวมอ่านแล้วชอบอยู่ดีอ่ะ เพราะชอบสำนวนเป็นทุนเดิม ...แต่เทียบกันทุกเล่มแล้วชอบเซรีญากะไมรอนที่สุดเลยอ่ะ ไม่รู้ทำไมเหมือนกันห้าห้า

สามสาวนักสืบ ตอน ปีศาจในผงเถ้าแห่งอดีต (อมรินทร์*175)
เล่มนี้หยิบๆวางๆหลายทีแระ คราวนี้ได้ฤกษ์ซื้อซะที อาคะกาวะ จิโรซังเนี่ย สำนวนแกไม่เปลี่ยนเลยแฮะ (จริงๆอ่านฟูตาริแล้วติดหนึบ แต่ไม่มีปัญญาซื้อมิเกะเนะโกะ+ซายากะ+โอนุกิ ~ขืนซื้อหมดก็กินแกลบน่ะเซ่!!) ถ้าอ่านเอาสนุกก็ถือว่าดีทีเดียว เหมือนอ่านการ์ตูนยังไงไม่รู้แฮะ

*จริงๆยังมีอีก : ตั้มกับญี่ปุ่น* MY MANIA*รอยสักรูปหมา แต่คงขี้เกียจอ่านกันแล้วใช่ม้า ห่ะห่ะ*
//เห้อ พิมพ์ยาวสะใจแพม~หลังจากไม่มีใครยอมอัพมานาน// ~แพมแพม